มีตุ่มใส ๆ หรือตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นที่เปลือกตา ขอบตา ผิดปกติไหม

 ส่องกระจกอยู่ดี ๆ ก็สังเกตเห็นตุ่มใส ๆ ที่ขอบตา หรือบางคนอาจเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นที่เปลือกตา และเกิดข้อสงสัยว่านี่คือตุ่มอะไร อันตรายไหม ลองมาเช็กความเป็นไปได้กันเลย

แน่นอนว่าเวลาที่เราเห็นสิ่งผิดปกติอยู่บนร่างกาย แม้จะเป็นตุ่มเล็ก ๆ ที่ขึ้นบริเวณตา ทุกคนก็ต้องเอะใจเป็นธรรมดาว่าตุ่มที่ว่านี้เกิดจากอะไร ส่อเค้าความผิดปกติของสุขภาพดวงตาไหม ยิ่งถ้าเป็นตุ่มในตาแล้วมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คันตา เคืองตา หรือแสบตา ก็น่าจะวิตกกันไปใหญ่ ดังนั้นมาไขข้อข้องใจกันเลยว่า ตุ่มใส ๆ ที่ตา หรือตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นที่ตา เกิดจากอะไรได้บ้าง

ตุ่มขึ้นที่ตา เกิดจากอะไรบ้าง

  เพื่อไม่ให้วิตกกันจนเกินไป ลองมาเช็กคร่าว ๆ ก่อนก็ได้ว่าสาเหตุของตุ่มใส ๆ ที่ตา เป็นอะไรได้บ้าง

สิวข้าวสาร

สิวข้าวสาร หรือ มิเลีย (Milia) เรียกอีกชื่อได้ว่า สิวหิน ลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ นูนบนผิว มีสีขาวหรือสีเหลืองเป็นส่วนใหญ่ มักพบขึ้นเป็นกระจุกอยู่ตามบริเวณโหนกแก้ม เปลือกตา ใต้ตา และจมูก ส่วนสาเหตุเกิดจากการรวมตัวของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (เคราติน) และไม่ยอมหลุดออกไป เมื่อไปผสมกับไขมันที่ต่อมไขมันปล่อยออกมาบนผิวหน้าก็จะทำให้ผิวหนาและผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวได้ยากขึ้น และอาจรู้สึกระคายเคืองเล็กน้อย โดยสิวประเภทนี้อาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยไปจนถึงเด็กทารกอีกด้วยนะคะ

ต่อมไขมันเปลือกตาอุดตัน

          เรามีต่อมไขมันที่เปลือกตากันทุกคนอยู่แล้ว โดยต่อมไขมันนี้จะช่วยให้ความชุ่มชื้นดวงตา เคลือบกระจกตา และป้องกันไม่ให้ตาแห้ง ทว่าเมื่อใดก็ตามที่ต่อมไขมันทำงานผิดปกติไป ต่อมนี้ก็จะสร้างไขมันขุ่น เหนียว ข้น ออกมาจนทำให้ไหลออกจากท่อได้ยากขึ้น กระทั่งหลั่งไขมันออกมาน้อยลง และเกิดการอุดตันในที่สุด ซึ่งก็จะส่งผลให้ความชุ่มชื้นของน้ำในตาเสียสมดุลไป น้ำตาระเหยง่ายกว่าเดิม ทำให้ตาแห้ง ตาสู้แสงไม่ได้ และคราบไขมันที่เกาะแน่นอยู่ที่ขอบตาก็อาจทำให้มองเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ ตุ่มไข่ปลาที่เปลือกตาได้ด้วยค่ะ

เปลือกตาอักเสบ

หากมีตุ่มสีขาวคล้ายสิวที่เปลือกตาหรือขอบเปลือกตา ร่วมกับอาการบวมแดง ตาแห้ง คันตา มีคราบขี้ตาเกาะขนตาหรือหัวตาหลังตื่นนอน และอาจเยอะจนขนตาติดกันเป็นแพ ลืมตาแทบไม่ขึ้น รู้สึกเคืองตา เหมือนมีอะไรอยู่ในตา อาการนี้อาจต้องสงสัยว่าเป็นโรคเปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) ที่มีการอักเสบของผิวหนังบริเวณเปลือกตา ซึ่งประกอบไปด้วย ขนตา ต่อมรากขนตา และต่อมไขมัน จึงส่งผลให้มีอาการแสดงดังที่กล่าวมา 

          สาเหตุของเปลือกตาอักเสบอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น เกิดจากโรคผื่นแพ้ต่อมไขมันที่ผิวหนัง ซึ่งมาเกิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาจนทำให้เปลือกตาอักเสบ รวมทั้งเกิดจากการติดเชื้อ การอุดตันของต่อมไขมันที่ขอบปลือกตา โรคภูมิแพ้ มีไรฝุ่นหรือไรขนตา หรืออาจเกิดจากภาวะตาแห้งก็เป็นได้

          ส่วนการรักษาเปลือกตาอักเสบทำได้โดยรักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตา ด้วยน้ำยาทำความสะอาดเปลือกตาซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยา หรือจะผสมแชมพูเด็กกับน้ำสะอาดในปริมาณ 1:1 แล้วใช้สำลีชุบแล้วถูเบา ๆ เพื่อทำความสะอาดเปลือกตา ก่อนล้างน้ำสะอาดให้หมดจดก็ได้ พร้อมกับหลีกเลี่ยงใช้เครื่องสำอางบริเวณเปลือกตาไปก่อน และพยายามประคบอุ่นบริเวณเปลือกตานาน 10-15 นาที วันละ 1-2 ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการอักเสบ แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ปรึกษาจักษุแพทย์นะคะ

ตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า โรคติดเชื้อบริเวณเปลือกตา โดยอาจจะเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันหรือต่อมเหงื่อบริเวณเปลือกตามาก่อน ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่ายขึ้น และการอักเสบนี้ก็จะก่อให้เกิดตุ่ม ฝีหนองที่ขอบเปลือกตาด้านบน หรือบางคนก็เป็นตากุ้งยิงที่ขอบตาล่างได้

ภูมิแพ้ที่เยื่อบุตา

          จัดเป็นหนึ่งในอาการภูมิแพ้ที่เกิดบริเวณเยื่อบุตา โดยจะมีอาการคันในตา อาจมีตุ่มใส ๆ เม็ดเล็กคล้ายทรายในเยื่อบุตา ทำให้รู้สึกเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล อยากขยี้ตามาก หรือบางวันจะมีเมือกออกมาที่ตา ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองและทำให้รำคาญใจ รวมไปถึงกระทบกับการใช้ชีวิต เพราะต้องขยิบตาบ่อย ๆ ขยี้ตาบ่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเจอกับสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ ในบางคนอาจมีอาการแพ้เกิดขึ้นบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น คัดจมูกบ่อย ๆ หรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง

          ส่วนการรักษาสามารถใช้ยาหยอดแก้แพ้เมื่อมีอาการ ร่วมกับหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่ทำให้อาการแพ้กำเริบไปด้วย อย่างไรก็ตาม อาการมีตุ่มใส ๆ ขึ้นที่ตาอาจเกิดมาจากการล้างทำความสะอาดเครื่องสำอางที่ใช้แต่งรอบดวงตาไม่หมดจด ก่อให้เกิดการสะสมของสิ่งแปลกปลอมและเกิดเป็นตุ่มเล็ก ๆ ที่ขอบตาบนหรือขอบตาล่างได้ และหากขยี้ตาก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากขึ้นด้วยนะคะ ดังนั้นหากพบว่ามีตุ่มขึ้นที่ตา หรือมีความผิดปกติใด ๆ เกิดกับดวงตาของเรา ก็ควรพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างถูกต้องจะดีกว่า